ผู้เขียน หัวข้อ: ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ๑ (ความขัดแย้งที่ต้องอ่าน)  (อ่าน 2748 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

  • กรรมการบริหาร
  • *
  • Thank You
  • -Given: 7
  • -Receive: 45
  • กระทู้: 64
  • OS:
  • Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
  • Browser:
  • Chrome 34.0.1847.132 Chrome 34.0.1847.132
๕. เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี [๕]               
               ข้อความเบื้องต้น               
               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ปเร จ น วิชานนฺติ” เป็นต้น.

               พระวินัยธรกับพระธรรมกถึกเถียงกันเรื่องวินัย               
               ความพิสดารว่า ภิกษุสองรูป คือพระวินัยธรรูป ๑ พระธรรมกถึกรูป ๑ มีบริวารรูปละ ๕๐๐ ได้อยู่ที่โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี. วันหนึ่ง ในภิกษุ ๒ รูปนั้น พระธรรมกถึก ไปถาน(ส้วมของพระ) แล้ว เว้นน้ำชำระที่เหลือไว้ในภาชนะ ที่ซุ้มน้ำแล้วก็ออกมา. ภายหลัง พระวินัยธรเข้าไปที่ซุ้มน้ำนั้น เห็นน้ำนั้น ออกมาถามพระธรรมกถึกนอกนี้ว่า “ผู้มีอายุ ท่านเหลือน้ำไว้หรือ?”
               ธ. ขอรับ ผู้มีอายุ.
               ว. ท่านก็ไม่รู้ว่าอาบัติ ในเพราะการเหลือน้ำไว้นี้หรือ?
               ธ. ขอรับ ผมไม่ทราบ.
               ว. ไม่รู้ก็ช่างเถิด ผู้มีอายุ เป็นอาบัติในข้อนี้.
               ธ. ถ้าอย่างนั้น ผมจักทำคืนอาบัตินั้นเสีย.
               ว. ผู้มีอายุ ก็ถ้าว่าข้อนั้นท่านไม่แกล้งทำ เพราะความไม่มีสติ, อาบัติไม่มี.
               พระธรรมกถึกนั้นได้เป็นผู้มีความเห็นอาบัตินั้นว่ามิใช่อาบัติ.
               ฝ่ายพระวินัยธรได้บอกแก่พวกนิสิตของตนว่า “พระธรรมกถึกรูปนี้ แม้ต้องอาบัติก็ไม่รู้” พวกนิสิตพระวินัยธรนั้น เห็นพวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้นแล้ว ได้กล่าวว่า “พระอุปัชฌาย์ของพวกท่าน แม้ต้องอาบัติแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ” พวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้นไปแจ้งแก่พระอุปัชฌาย์ของตนแล้ว.
               พระธรรมกถึกนั้นพูดอย่างนี้ว่า “พระวินัยธรรูปนี้ เมื่อก่อนพูดว่า ‘ไม่เป็นอาบัติ’ เดี๋ยวนี้พูดว่า ‘เป็นอาบัติ,’ พระวินัยธรนั้น พูดมุสา;” พวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้นไปกล่าวว่า “พระอุปัชฌาย์ของพวกท่านพูดมุสา.” พวกนิสิตของพระวินัยธรและพระธรรมกถึกนั้น ทำความทะเลาะกันและกันให้เจริญแล้ว ด้วยประการอย่างนี้.
               ภายหลัง พระวินัยธรได้โอกาสแล้ว จึงได้ทำอุกเขปนียกรรม๑- แก่พระธรรมกถึก เพราะโทษที่ไม่เห็นอาบัติ. จำเดิมแต่กาลนั้น แม้พวกอุปัฏฐากผู้ถวายปัจจัยของภิกษุ ๒ รูปนั้น ก็ได้เป็น ๒ ฝ่าย. พวกภิกษุณีผู้รับโอวาทก็ดี พวกอารักขเทวดาก็ดี๒- ของภิกษุ ๒ รูปนั้น พวกอากาสัฏฐเทวดา๓- ผู้เพื่อนเห็น เพื่อนคบของพวกอารักขเทวดาเหล่านั้นก็ดี พวกปุถุชนทั้งปวงก็ดี ได้เป็น ๒ ฝ่ายตลอดจนพรหมโลกก็โกลาหลกึกก้องเป็นเสียงเดียว. ได้ขึ้นไปจนถึงอกนิฏฐภพ.
____________________________
๑- กรรมที่สงฆ์จะพึงทำแก่ภิกษุที่สงฆ์สมควรจะยกเสีย
๒- เทวดาผู้คุ้มครองรักษา
๓- เทวดาผู้สถิตอยู่ในอากาศ

               พระศาสดาตรัสสอนให้สามัคคีกัน               
               ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระตถาคตเจ้า กราบทูลการที่พวกภิกษุผู้ยกวัตรถือ๑- ว่า “พระธรรมถึกรูปนี้ สงฆ์ยกเสียแล้วด้วยกรรมที่ประกอบด้วยธรรมแท้.” และการที่พวกภิกษุผู้ประพฤติตามพระธรรมกถึกผู้ที่สงฆ์ยกเสียแล้วถือว่า “พระอุปัชฌาย์ของพวกเรา สงฆ์ยกเสียแล้ว ด้วยกรรมซึ่งมิได้ประกอบด้วยธรรม.” และการที่พวกภิกษุผู้ประพฤติตามพระธรรมกถึก ผู้ที่สงฆ์ยกวัตรเหล่านั้น แม้อันพวกภิกษุผู้ยกวัตรห้ามอยู่ ก็ยังขืนเที่ยวตามห้อมล้อมพระธรรมกถึกนั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงส่งโอวาทไปว่า “นัยว่า ภิกษุทั้งหลายจงพร้อมเพรียงกัน” ถึง ๒ ครั้ง ทรงสดับว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายไม่ปรารถนาจะเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน.” ครั้นหนที่ ๓ ทรงสดับว่า “ภิกษุสงฆ์แตกกันแล้ว ภิกษุสงฆ์แตกกันแล้ว” ดังนี้ จึงเสด็จไปสู่สำนักของเธอทั้งหลายแล้ว ตรัสโทษในการยกวัตรของพวกภิกษุผู้ยกวัตร และโทษในการไม่เห็นอาบัติของพวกภิกษุนอกนี้แล้ว ทรงอนุญาตสังฆกรรมทั้งหลายมีอุโบสถเป็นต้น ในสีมาเดียวกันที่โฆสิตารามนั่นเอง แก่เธอทั้งหลายอีกแล้ว ทรงบัญญัติวัตรในโรงฉันว่า “ภิกษุทั้งหลายพึงนั่งในแถวมีอาสนะหนึ่งๆ ในระหว่างๆ๒- ดังนี้เป็นต้น แก่เธอทั้งหลาย ผู้เกิดการแตกร้าวในสถานที่ทั้งหลาย มีโรงฉันเป็นต้น แล้วทรงสดับว่า “ถึงเดี๋ยวนี้ ภิกษุทั้งหลายก็ยังเกิดการแตกร้าวกันอยู่” จึงเสด็จไปที่โฆสิตารามนั้นแล้ว ตรัสห้ามว่า “อย่าเลย ภิกษุทั้งหลาย พวกท่านอย่าได้ทำการแตกร้าวกัน” ดังนี้เป็นต้นแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการแตกร้าว การทะเลาะ การแก่งแย่งและการวิวาทนั่น ทำความฉิบหายให้,
               แท้จริง แม้นางนกลฏุกิกา๓-. อาศัยการทะเลาะกัน ยังอาจทำพระยาช้างให้ถึงความสิ้นชีวิต” ดังนี้แล้ว ตรัสลฏุกิกชาดก๔- แล้วตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายขอพวกท่านจงพร้อมเพรียงกันเถิด อย่าวิวาทกันเลย, เพราะว่า แม้นกกระจาบตั้งหลายพัน อาศัยความวิวาทกัน ได้ถึงความสิ้นชีวิต” ดังนี้แล้ว ตรัสวัฏฏกชาดก๕-
____________________________
๑- ลทธึ.
๒- ได้แก่นั่งเป็นแถว เว้นช่องว่างไว้ให้ภิกษุอื่นเข้าแทรกนั่งได้รูปหนึ่งๆ ในระหว่าง.
๓- นกไส้
๔- ขุ. ชา. ปัญจก. ๒๗/๗๓๒; อรรถกถา. ๔/๔๔๖.
๕- ขุ. ชา เอก. ๒๗/๓๓; อรรถกถา. ๒/๒๙๗

               ตรัสสอนเท่าไรก็ไม่เชื่อ               
               แม้อย่างนี้ พวกภิกษุนั้นก็ไม่เชื่อถือถ้อยคำ, เมื่อภิกษุผู้เป็นธรรมวาทีรูปใดรูปหนึ่ง ไม่พอใจให้พระตถาคตเจ้าทรงลำบาก กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจ้าของแห่งธรรม ทรงรอก่อน. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีความขวนขวายน้อย หมั่นประกอบธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมอยู่เถิด; พวกข้าพระองค์จักปรากฏ เพราะการแตกร้าว การทะเลาะ การแก่งแย่ง และการวิวาทนั่นเอง;
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าถึงความที่พระเจ้าทีฆีติโกศลราชถูกพระเจ้าพรหมทัต ชิงเอาราชสมบัติ ปลอมเพศไม่ให้ใครรู้จัก เสด็จอยู่ (ในเมืองพาราณสี) ถูกจับปลงพระชนม์เสีย และความที่พระเจ้าพรหมทัตและทีฆาวุกุมารเหล่านั้นพร้อมเพรียงกัน จำเดิมแต่ เมื่อทีฆาวุกุมารยกพระชนม์ของพระองค์ถวายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ได้เคยมีแล้ว ในเมืองพาราณสี ได้มีพระเจ้ากรุงกาสี (พระองค์หนึ่ง) ทรงพระนามว่าพระเจ้าพรหมทัต” ดังนี้เป็นต้น แม้ตรัสสอนว่า “ภิกษุทั้งหลาย ความอดกลั้นและความสงบเสงี่ยมเห็นปานนั้น๑- ยังได้มีแล้วแก่พระราชาเหล่านั้น ผู้มีไม้อันถือไว้แล้ว ผู้มีศัสตราอันถือไว้แล้ว; ข้อที่ท่านทั้งหลายผู้บวชแล้วในธรรมวินัยที่กล่าวชอบแล้วอย่างนี้ ควรเป็นผู้อดกลั้นเป็นผู้สงบเสงี่ยม, จะพึงงามในธรรมวินัยนี้แล ภิกษุทั้งหลาย” ดังนี้แล้ว ก็ไม่สามารถจะทำเธอทั้งหลาย ให้พร้อมเพรียงกันได้เลย.
____________________________
๑- ภวิสฺสติ เป็นกิริยาอาขยาต บอกอนาคตกาล
               แต่ในประโยคนี้มี หิ นาม จึงแปล ภวิสฺสติ เป็นอดีตกาล.

               พระศาสดาทรงระอาจึงเสด็จหนีไปจำพรรษาอยู่ป่ารักขิตวัน               
               พระองค์ทรงระอาพระทัย เพราะความอยู่อาเกียรณนั้น ทรงพระดำริว่า “เดี๋ยวนี้ เราอยู่อาเกียรณเป็นทุกข์, และภิกษุเหล่านี้ไม่ทำ (ตาม) คำของเรา ถ้าอย่างไร เราพึงหลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว” ดังนี้ เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในเมืองโกสัมพี ไม่ตรัสบอกพระภิกษุสงฆ์ ทรงถือบาตรจีวรของพระองค์ เสด็จไปพาลกโลณการาม แต่พระองค์เดียว ตรัสเอกจาริกวัตร๑- แก่พระภคุเถระที่พาลกโลณการามนั้นแล้ว ตรัสอานิสงส์แห่งสามัคคีรสแก่กุลบุตร ๓ คน ในมิคทายวัน๒- ชื่อปาจีนวังสะ แล้วเสด็จไปทางบ้านปาริเลยยกะ.
               ดังได้สดับมา ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยบ้านปาริเลยยกะ เสด็จจำพรรษาอยู่ที่ควงไม้สาละใหญ่ในราวป่ารักขิตวัน อันช้างปาริเลยยกะอุปัฏฐากอยู่เป็นผาสุก
____________________________
๑- ได้แก่ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้อยู่แต่ผู้เดียว.
๒- ป่าซึ่งประทานให้หมู่เนื้ออาศัย ป่าชนิดนี้ใครจะทำอันตรายแก่หมู่สัตว์ไม่ได้.

               พวกอุบาสกทรมานภิกษุ               
               ฝ่ายพวกอุบาสกผู้อยู่ในเมืองโกสัมพีแล ไปสู่วิหาร ไม่เห็นพระศาสดา จึงถามว่า “พระศาสดาเสด็จอยู่ที่ไหน? ขอรับ.” ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า “พระองค์เสด็จไปสู่ราวป่าปาริเลยยกะเสียแล้ว.”
               อุ. เพราะเหตุอะไร? ขอรับ.
               ภ. พระองค์ทรงพยายามจะทำพวกเราให้พร้อมเพรียงกัน. แต่พวกเราหาได้เป็นผู้พร้อมเพรียงกันไม่.
               อุ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายบวชในสำนักของพระศาสดาแล้ว, ถึงเมื่อพระองค์ทรงทำสามัคคี, ไม่ได้เป็นผู้สามัคคีกันแล้วหรือ?
               ภ. อย่างนั้นแล ผู้มีอายุ.
               พวกมนุษย์คิดกันว่า “ภิกษุพวกนี้ บวชในสำนักของพระศาสดาแล้ว, ถึงเมื่อพระองค์ทรงทำสามัคคีอยู่, ก็ไม่สามัคคีกันแล้ว; พวกเราไม่ได้เห็นพระศาสดา เพราะอาศัยภิกษุพวกนี้; พวกเราจักไม่ถวายอาสนะ จักไม่ทำสามีจิกรรมมีการไหว้เป็นต้นแก่ภิกษุพวกนี้;” จำเดิมแต่นั้นมา ก็ไม่ทำแม้สักว่าสามีจิกรรมแก่ภิกษุพวกนั้น. เธอทั้งหลายซูบซีดเพราะมีอาหารน้อย, โดยสองสามวันเท่านั้นก็เป็นคนตรง แสดงโทษที่ล่วงเกินแก่กันและกัน ต่างรูปต่างขอขมากันแล้ว กล่าวว่า “อุบาสกทั้งหลาย พวกเราพร้อมเพรียงกันแล้ว, ฝ่ายพวกท่าน ขอให้เป็นพวกเราเหมือนอย่างก่อน”
               อุ. พวกท่านทูลขอขมาพระศาสดาแล้วหรือ? ขอรับ.
               ภ. ยังไม่ได้ทูลขอขมา ผู้มีอายุ.
               อุ. ถ้าอย่างนั้น ขอพวกท่านทูลขอขมาพระศาสดาเสีย, ฝ่ายพวกข้าพเจ้าจักเป็นพวกท่านเหมือนอย่างก่อน ในกาลเมื่อพวกท่านทูลขอขมาพระศาสดาแล้ว.
               เธอทั้งหลายไม่สามารถจะไปสู่สำนักของพระศาสดา เพราะเป็นภายในพรรษา ยังภายในพรรษานั้น ให้ล่วงไปด้วยความลำบาก.

  • กรรมการบริหาร
  • *
  • Thank You
  • -Given: 7
  • -Receive: 45
  • กระทู้: 64
  • OS:
  • Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
  • Browser:
  • Chrome 26.0.1410.43 Chrome 26.0.1410.43
Re: ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ๑ (ความขัดแย้งที่ต้องอ่าน)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2014, 10:07:49 PM »
เรื่องนี้มีประโยขน์มากๆๆๆขอบอก

  • สมาชิกอาวุโส
  • *
  • Thank You
  • -Given: 75
  • -Receive: 13
  • กระทู้: 47
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Chrome 35.0.1916.153 Chrome 35.0.1916.153
Re: ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ๑ (ความขัดแย้งที่ต้องอ่าน)
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2014, 01:36:13 PM »
กลับจากทำบุญตักบาตรวันเข้าพรรษาที่วัด
        พุทธศาสนิกชนยังศรัทธาอยู่ในพุทธศาสนาไม่มีวันเสื่อม  แน่นขนัดบนวัดแต่พระพรรษานี้มีเพียง ๗ รูป (ได้พระลูกชายอีก ๑ ที่ตั้งใจจะลาสิกขาเมื่อวานเช้า แต่เปลี่ยนใจบวชต่อ ๑ พรรษา) พรรษาที่ผ่านมา ๑๐ รูป   จะทำไงได้เพราะชาวบ้านเดิมเป็นชาวสวน  มาเปลี่ยนเป็นหนุ่มสาวโรงงานลาบวชก็ได้เพียง ๗ วัน ๑๕ วัน มากกว่านั้นก็ตกงานซิ
        เงินทำบุญค่าน้ำค่าไฟ ผ้าไตร ผ้าอาบน้ำฝน ค่าเทียนพรรษา ๒ หมื่นกว่าบาท   รับมาแล้วช่วงบ่ายจะนำไปฝากเข้าบัญชีวัดเพื่อใช้จ่ายต่อไป

        สาธุ!ผู้ประพฤติธรรมขอจงเป็นสุข
                                                   เดี๋ยวจะกลับมาอ่านต่อ  ขอบคุณท่าน "มหาสุ"

  • สมาชิกอาวุโส
  • *
  • Thank You
  • -Given: 75
  • -Receive: 13
  • กระทู้: 47
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Chrome 35.0.1916.153 Chrome 35.0.1916.153
Re: ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ๑ (ความขัดแย้งที่ต้องอ่าน)
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2014, 01:34:05 PM »
กลับมาอ่านซ้ำอีกครั้งตามประสาความรู้ทางธรรม เล็กน้อย
             -อยู่ใกล้วัดและดูแลช่วยเหลือวัดเท่าที่ทำได้ หาเงินไม่เก่ง แต่ช่วยใช้เงินวัดเก่งมากๆ   
อ่านข้อความข้างบนนี้แล้ว......กลัวอย่างยิ่งคือความแตกสามัคคีในหมู่สงฆ์  เพราะเคยมีประวัติพรรษาก่อนๆ จะแนะนำก็กลัวบาปเพราะเราเองศีล ๕ ก็ไม่ครบ  บางครั้งก็ต้องปิดหูปิดตา     
             ต้องทำวางเฉย เพียง ๓ เดือน ท่านก็สึกแล้ว "ผิดคำสอนของพุทธองค์หรือไม่ ในใจท่านรู้เอง"
 

 

เว็บเพื่อนบ้าน

บ้านคนรักลูกทุ่ง

บ้านและที่ดิน

อสังหาริมทรัพย์ ของสะสม