ผู้เขียน หัวข้อ: พระจักขุบาล  (อ่าน 2009 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

  • กรรมการบริหาร
  • *
  • Thank You
  • -Given: 7
  • -Receive: 45
  • กระทู้: 64
พระจักขุบาล
« เมื่อ: มิถุนายน 05, 2014, 03:42:21 PM »
   ๑. ยมกวรรควรรณนา               
               ๑. เรื่องพระจักขุปาลเถระ [๑]               
               ข้อความเบื้องต้น               
               มีปุจฉาว่า “พระธรรมเทศนานี้ว่า
                                   ‘ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่
                         สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจร้ายแล้ว พูดอยู่ก็ดี
                         ทำอยู่ก็ดี ทุกข์ย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น ดุจ
                         ล้ออันหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้นำแอกไปอยู่ฉะนั้น,’
               ดังนี้ พระศาสดาตรัสแล้ว ณ ที่ไหน?”
               วิสัชนาว่า “พระองค์ตรัสแล้ว ณ กรุงสาวัตถี.”
               มีปุจฉา (เป็นลำดับไป) ว่า “พระองค์ทรงปรารภใคร?”
               มีวิสัชนาว่า “พระองค์ทรงปรารภพระจักขุปาลเถระ.”

               กุฎุมพีทำพิธีขอบุตร               
               ดังได้สดับมา ในกรุงสาวัตถี มีกุฎุมพีผู้หนึ่งชื่อมหาสุวรรณ เป็นคนมั่งมี มีทรัพย์มาก มีสมบัติมาก (แต่)ไม่มีบุตร. วันหนึ่ง เขาไปสู่ท่าอาบน้ำ อาบเสร็จแล้วกลับมา เห็นต้นไม้ใหญ่ที่เป็นเจ้าไพรต้นหนึ่ง มีกิ่งสมบูรณ์ในระหว่างทาง คิดว่า “ต้นไม้นี้ จักมีเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่สิงอยู่” ดังนี้แล้ว จึงให้ชำระส่วนภายใต้แห่งต้นไม้นั้นให้สะอาดแล้ว ให้วงรั้ว เกลี่ยทราย ยกธงชัยและธงปฏากขึ้น แต่งต้นไม้เจ้าไพรแล้ว ทำปรารถนา (คือบน)ว่า “ข้าพเจ้าได้บุตรหรือธิดา แล้วจักทำสักการะใหญ่ถวายท่าน” ดังนี้แล้ว หลีกไป.

               กุฎุมพีได้บุตรสองคน               
               ในกาลเป็นลำดับมา ภรรยาของท่านเศรษฐีก็ตั้งครรภ์. ท่านก็ให้พิธีครรภบริหาร๑- แก่นาง. ครั้นล่วง ๑๐ เดือน นางคลอดบุตรคนหนึ่งท่านเศรษฐีขนานนามแห่งบุตรนั้นว่า “ปาละ” เพราะเหตุทารกนั้นตนอาศัยไม้ใหญ่ ที่เป็นเจ้าไพรอันตนอภิบาลจึงได้แล้ว.
               ในกาลเป็นส่วนอื่น ท่านเศรษฐีได้บุตรอีกคนหนึ่ง ขนานนามว่า “จุลปาละ” ขนานนามบุตรคนแรกว่า “มหาปาละ”. ครั้น ๒ กุมารนั้นเจริญวัย๒- มารดาบิดาก็คิดผูกพันด้วยเครื่องผูกพันคือการครองเคหสถาน.
               ในกาลเป็นส่วนอื่น มารดาบิดาได้ทำกาลกิริยาล่วงไป. วงศ์ญาติก็เปิดสมบัติทั้งหมดทั้งหมดมอบให้แก่ ๒ เศรษฐีบุตร.๓-
____________________________
๑- เป็นพิธีอย่างหนึ่งในศาสนาพราหมณ์ทำกัน ๒ คราว คือ
               ทำเมื่อภรรยาตั้งครรภ์ได้ ๕ เดือนครั้งหนึ่ง เรียกปํจามฺฤตมฺ
               ทำเมื่อตั้งครรภ์ได้ ๗ เดือนครั้งหนึ่ง เรียกสปฺตามฺฤตมฺ.
๒- มารดาบิดา ผูกบุตรทั้งสองนั้นผู้เจริญวัยแล้ว ด้วยเครื่องผูกคือเรือน
๓- พวกญาติก็แบ่งโภคะทั้งหมดจำเพาะแก่สองเศรษฐีบุตร

               พระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ๒๕ พรรษา               
               ในสมัยนั้น พระศาสดาทรงประกาศพระบวรธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เสด็จไปโดยลำดับ ประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ที่ท่านอนาถบิณฑิกมหาเศรษฐีบริจาคทรัพย์นับได้ ๕๔ โกฏิสร้างถวาย, ทรงสั่งสอนมหาชนให้ตั้งอยู่ในทางสวรรค์และในทางนิพพาน.
               แท้จริง พระตถาคตเสด็จอยู่จำพรรษาๆ เดียวเท่านั้นในนิโครธมหาวิหาร ที่พระญาติวงศ์ฝ่ายพระชนนี ๘ หมื่นตระกูล, ฝ่ายพระชนก ๘ หมื่นตระกูล เข้ากันเป็นแสนหกหมื่นตระกูลสร้างถวาย, เสด็จอยู่จำพรรษา ณ เชตวันมหาวิหาร ที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ๑๙ พรรษา, เสด็จจำพรรษา ณ บุพพาราม ที่นางวิสาขามหาอุบาสิกาบริจาคทรัพย์นับได้ ๒๗ โกฏิสร้างถวาย ๖ พรรษา, ทรงอาศัยที่ตระกูลทั้งสองเป็นผู้ใหญ่โดยคุณธรรม เสด็จอยู่จำพรรษาอาศัยกรุงสาวัตถี (เป็นโคจรคาม) ถึง ๒๕ พรรษา ด้วยประการฉะนี้.

               ผู้บำรุงภิกษุสามเณร               
               ทั้งท่านอนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี ทั้งวิสาขามหาอุบาสิกา ย่อมไปสู่ที่อุปัฏฐากพระตถาคตเจ้าวันละ ๒ ครั้งเป็นประจำ และเมื่อไปไม่เคยมีมือเปล่าไป ด้วยคิดเกรงว่า “ภิกษุหนุ่มและสามเณร จักแลดูมือตน.” เมื่อไปก่อนเวลาฉันอาหาร ย่อมใช้ให้คนถือของขบเคี้ยวเป็นต้นไป; เมื่อไปภายหลังแต่เวลาฉันอาหาร ใช้ให้คนถือปัญจเภสัช๑- และอัฐบาน๒- ไป. และในเคหสถานแห่งท่านทั้งสองนั้น เขาแต่งอาสนะไว้เพื่อภิกษุแห่งละ ๒ พันรูปเป็นนิตยกาล. พระภิกษุรูปใดปรารถนาของสิ่งใด จะเป็นข้าวน้ำหรือเภสัช ของนั้นก็สำเร็จแก่พระภิกษุรูปนั้นสมปรารถนา.
____________________________
๑- เภสัช ๕ คือ เนยใส ๑ เนยข้น ๑ น้ำมัน ๑ น้ำผึ้ง ๑ น้ำอ้อย ๑.
๒- ปานะ ๘ คือ
               น้ำมะม่วง ๑ น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า ๑ น้ำกล้วยมีเมล็ด ๑
               น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด ๑ น้ำมะซาง ๑ น้ำลูกจันทน์ หรือองุ่น ๑
               น้ำเหง้าอุบล ๑ น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่ ๑

               เศรษฐีไม่เคยทูลถามปัญหา               
               ในท่านทั้งสองนั้น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่เคยทูลถามปัญหาต่อพระศาสดา จนวันเดียว.
               ได้ยินว่า ท่านคิดว่า “พระตถาคตเจ้าเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ละเอียดอ่อน เป็นกษัตริย์ผู้ละเอียดอ่อน เมื่อทรงแสดงธรรมแก่เรา ด้วยทรงพระดำริว่า ‘คฤหบดีมีอุปการะแก่เรามาก’ ดังนี้ จะทรงลำบาก” แล้วไม่ทูลถามปัญหาด้วยความรักในพระศาสดาเป็นอย่างยิ่ง.
               ฝ่ายพระศาสดา พอท่านเศรษฐีนั่งแล้ว ทรงพระพุทธดำริว่า “เศรษฐีผู้นี้รักษาเราในที่ไม่ควรรักษา, เหตุว่า เราได้ตัดศีรษะของเราอันประดับประดาแล้ว ควักดวงตาของเราออกแล้ว ชำแหละเนื้อหัวใจของเราแล้ว สละลูกเมียผู้เป็นที่รักเสมอด้วยชีวิตของเราแล้ว บำเพ็ญบารมีอยู่ ๔ อสงไขยกับแสนกัลป์ ก็บำเพ็ญแล้วเพื่อแสดงธรรมแก่ผู้อื่นเท่านั้น เศรษฐีนี่รักษาเราในที่ไม่ควรรักษา,” (ครั้นทรงพุทธดำริ) ฉะนี้แล้ว ก็ตรัสพระธรรมเทศนากัณฑ์หนึ่งเสมอ.

               ชาวสาวัตถีไปฟังธรรม               
               ครั้งนั้น ในกรุงสาวัตถี มีคนอยู่ ๗ โกฏิ๑- ในคนหมู่นั้น คนได้ฟังธรรมกถาของพระศาสดาแล้ว เกิดเป็นอริยสาวกประมาณ ๕ โกฏิ ยังเป็นปุถุชนอยู่ประมาณ ๒ โกฏิ. ในคนเหล่านั้น กิจของพระอริยสาวกมีเพียง ๒ อย่างเท่านั้น คือในกาลก่อนแต่เวลาฉันอาหาร ท่านถวายทาน, ในกาลภายหลังแต่ฉันอาหารแล้ว ท่านมีมือถือเครื่องสักการบูชามีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ใช้คนให้ถือไทยธรรมมีผ้าเภสัชและน้ำปานะเป็นต้น ไปเพื่อต้องการฟังธรรม.
____________________________
๑- ในกรุงสาวัตถี ไม่ปรากฎว่า ใหญ่โตถึงกับจุคนได้ตั้ง ๗๐ ล้าน เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นอเนกสังขยากระมัง?

               มหาปาละตามไปฟังธรรม               
               ภายหลังวันหนึ่ง กุฎุมพีมหาปาละเห็นหมู่อริยสาวก มีมือถือเครื่องสักการบูชา มีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ไปสู่วิหาร๑- จึงถามว่า “มหาชนหมู่นี้ไปไหนกัน?” ครั้นได้ยินว่า “ไปฟังธรรม” ก็คิดว่า “เราก็จักไปบ้าง” ครั้นไปถึง ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่งอยู่ข้างท้ายประชุมชน.
               ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อจะทรงแสดงธรรม ทอดพระเนตรอุปนิสัยแห่งคุณ มีสรณะ ศีลและบรรพชาเป็นต้น(ก่อน) แล้วจึงทรงแสดงธรรมตามอำนาจอัธยาศัย.
____________________________
๑- วิหาร สำนักสงฆ์ วัด

               อนุปุพพีกถา ๕               
               เหตุนั้น วันนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรอุปนิสัยของกุฎุมพีมหาปาละแล้ว เมื่อทรงแสดงธรรม ได้ตรัสอนุปุพพีกถา คือทรงประกาศทานกถา(พรรณนาทาน) สีลกถา(พรรณนาศีล) สัคคกถา(พรรณนาสวรรค์) โทษ ความเลวทรามและความเศร้าหมองแห่งกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในเนกขัมมะ(คือความออกไปจากกามทั้งหลาย)

               มหาปาละขอบวช               
               กุฎุมพีมหาปาละได้สดับธรรมนั้นแล้ว คิดว่า “บุตรและธิดาก็ดี โภคสมบัติก็ดี ย่อมไปตามผู้ไปสู่ปรโลกหาได้ไม่ แม้สรีระก็ไปกับตัวไม่ได้ ประโยชน์อะไรของเราด้วยการอยู่ครองเรือน เราจักบวช” พอเทศนาจบ เขาก็เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขอบวช.
               ขณะนั้น พระศาสดาตรัสถามเขาว่า “ญาติไหนๆ ของท่านที่ควรจะต้องอำลาไม่มีบ้างหรือ?”
               เขาทูลว่า “พระเจ้าข้า น้องชายของข้าพระพุทธเจ้ามีอยู่.”
               พระศาสดารับสั่งว่า “ถ้าอย่างนั้นท่านจงอำลาเขาเสีย [ก่อน].”

               มหาปาละมอบสมบัติให้น้องชาย               
               เขาทูลรับว่า “ดีแล้ว” ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ไปถึงเรือนแล้ว ให้เรียกน้องชายมา มอบทรัพย์สมบัติให้ว่า “แน่ะพ่อ สวิญญาณกทรัพย์ก็ดี อวิญญาณกทรัพย์ก็ดี อันใดอันหนึ่ง บรรดามีในตระกูลนี้ ทรัพย์นั้นจงตกเป็นภาระของเจ้าทั้งหมด เจ้าจงดูแลทรัพย์นั้นเถิด.”
               น้องชายถามว่า “นาย ก็ท่านเล่า?”
               พี่ชายตอบว่า “ข้าจักบวชในสำนักของพระศาสดา.”
               น. พี่พูดอะไร เมื่อมารดาของข้าพเจ้าตายแล้ว ข้าพเจ้าได้ท่านเป็นเหมือนมารดา เมื่อบิดาตายแล้ว ได้ท่านเป็นเหมือนบิดา. สมบัติเป็นอันมากมีอยู่ในเรือนของท่าน, ท่านอยู่ครองเรือนเท่านั้นอาจทำบุญได้, ขอท่านอย่าได้ทำอย่างนั้นเลย.
               พ. พ่อ ข้าได้ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา, เพราะ (เหตุที่) พระศาสดาทรงแสดงธรรมมีคุณไพเราะ (ทั้ง) ในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ยกขึ้นสู่ไตรลักษณะ๑- อันละเอียดสุขุม ธรรมนั้น อันใครๆ ไม่สามารถจะบำเพ็ญให้บริบูรณ์ในท่ามกลางเรือนได้; ข้าจักบวชละ พ่อ.
               น. พี่ เออ ก็ท่านยังหนุ่มอยู่โดยแท้, เอาไว้บวชในเมื่อท่านแก่เถิด.
               พ. พ่อ ก็แม้มือและเท้าของคนแก่ (แต่) ของตัว ก็ยังว่าไม่ฟัง ไม่เป็นไปในอำนาจ, ก็จักกล่าวไปทำไมถึงญาติทั้งหลาย, ข้านั้นจะไม่ทำ (ตาม) ถ้อยคำของเจ้า, ข้าจักบำเพ็ญสมณปฏิบัติให้บริบูรณ์.
                                   มือและเท้าของผู้ใด   ทรุดโทรมไปเพราะชรา
                         ว่าไม่ฟัง ผู้นั้นมีเรี่ยวแรงอันชรากำจัดเสียแล้ว จัก
                         ประพฤติธรรมอย่างไรได้.
               ข้าจักบวชแน่ละ พ่อ.
____________________________
๑- ไตรลักษณะ คือ อนิจจลักษณะ ๑ ทุกขลักษณะ ๑ อนัตตลักษณะ ๑.

               มหาปาละบรรพชาอุปสมบท               
               เมื่อน้องชายกำลังร้องไห้อยู่เทียว, เขาไปสู่สำนักพระศาสดาแล้ว ทูลขอบวช ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว อยู่ในสำนักแห่งพระอาจารย์ และอุปัชฌาย์ครบ ๕ พรรษาแล้ว๑- ออกพรรษา ปวารณาแล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ทูลถามว่า “พระเจ้าข้า ในพระศาสนานี้มีธุระกี่อย่าง?”
____________________________
๑- ถ้าฟังตามนี้ พระมหาปาละบรรพชาอุปสมบท ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา หาใช่เอหิภิกขุอุปสัมปทาไม่.

               ธุระ ๒ อย่างในพระศาสนา               
               พระศาสดาตรัสตอบว่า “ภิกษุ ธุระมี ๒ อย่าง คือ คันถธุระ (กับ) วิปัสสนาธุระ เท่านั้น.”
               พระมหาปาละทูลถามว่า “พระเจ้าข้า ก็คันถธุระเป็นอย่างไร? วิปัสสนาธุระเป็นอย่างไร?”
               ศ. ธุระนี้ คือ การเรียนนิกายหนึ่งก็ดี สองนิกายก็ดี จบพุทธวจนะคือพระไตรปิฎกก็ดี ตามสมควรแก่ปัญญาของตนแล้วทรงไว้ กล่าวบอกพุทธวจนะนั้น ชื่อว่า คันถธุระ. ส่วนการเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมไว้ในอัตภาพ ยังวิปัสสนาให้เจริญ ด้วยอำนาจแห่งการติดต่อแล้ว ถือเอาพระอรหัตของภิกษุผู้มีความประพฤติแคล่วคล่อง ยินดียิ่งแล้วในเสนาสนะอันสงัด ชื่อว่า วิปัสสนาธุระ.
               ม. พระเจ้าข้า ข้าพระองค์บวชแล้วแต่เมื่อแก่ ไม่สามารถจะบำเพ็ญคันถธุระให้บริบูรณ์ได้, แต่จักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระให้บริบูรณ์, ขอพระองค์ตรัสบอกพระกรรมฐานแก่ข้าพระองค์เถิด.

               พระมหาปาละเดินทางไปบ้านปลายแดน               
               ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสบอกพระกรรมฐานตลอดถึงพระอรหัตแก่พระมหาปาละ. ท่านถวายบังคมพระศาสดาแล้ว แสวงหาภิกษุผู้จะไปกับตน ได้ภิกษุ ๖๐ รูปแล้ว ออกพร้อมกับเธอทั้งหลายไปตลอดทาง ๑๒๐ โยชน์ ถึงบ้านปลายแดนหมู่ใหญ่ตำบลหนึ่ง จึงพร้อมด้วยบริวาร เข้าไปบิณฑบาต ณ บ้านนั้น.

               ชาวบ้านเลื่อมใสอาราธนาให้อยู่จำพรรษา               
               หมู่มนุษย์เห็นภิกษุทั้งหลาย ผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร มีจิตเลื่อมใส แต่งอาสนะแล้วนิมนต์ให้นั่ง อังคาสด้วยอาหารอันประณีตแล้ว ถามว่า “ท่านเจ้าข้า พระผู้เป็นเจ้าจะไปที่ไหน?” เมื่อเธอทั้งหลายกล่าวตอบว่า “อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย เราจะไปสู่ที่ตามผาสุก” ดังนี้แล้ว,
               มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตรู้ว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลายแสวงหาเสนาสนะที่จำพรรษา,” จึงกล่าวอาราธนาว่า “ท่านผู้เจริญ ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย พึงอยู่ ณ ที่นี่ตลอดไตรมาสนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายจะพึงตั้งอยู่ในสรณะแล้วถือศีล.”
               แม้เธอทั้งหลายก็คิดเห็นว่า “เราได้อาศัยตระกูลเหล่านี้ จักทำการออกไปจากภพได้” ดังนี้ จึงรับนิมนต์. หมู่มนุษย์รับปฏิญญาของเธอทั้งหลายแล้ว ได้ (ช่วยกัน) ปัดกวาดวิหาร จัดที่อยู่ในกลางคืน และที่อยู่ในกลางวัน แล้วมอบถวาย. เธอทั้งหลายเข้าไปบิณฑบาตบ้านนั้นตำบลเดียวเป็นประจำ.
               ครั้งนั้น หมอผู้หนึ่งเข้าไปหาเธอทั้งหลาย ปวารณาว่า “ท่านผู้เจริญ ธรรมดาในที่อยู่ของคนมาก ย่อมมีความไม่ผาสุกบ้าง. เมื่อความไม่ผาสุกนั้นเกิดขึ้นแล้ว ท่านทั้งหลายพึงบอกแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักทำเภสัชถวาย.”

               พระมหาปาละถือเนสัชชิกธุดงค์               
               ในวันจำพรรษา๑- พระเถระเรียกภิกษุเหล่านั้นมา (พร้อมกัน) แล้วถามว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจักให้ไตรมาสนี้น้อมล่วงไปด้วยอิริยาบถเท่าไร?”
               ภิกษุทั้งหลายเรียนตอบว่า “จักให้น้อมล่วงไปด้วยอิริยาบถครบทั้ง ๔ ขอรับ.”
               ถ. ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ข้อนั้นสมควรละหรือ? เราทั้งหลายควรเป็นผู้ไม่ประมาทไม่ใช่หรือ? เพราะเราทั้งหลายเรียนพระกรรมฐานมาจากสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่. แลธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันคนมักอวดไม่สามารถจะให้ทรงยินดีได้, ด้วยว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น อันคนมีอัธยาศัยงาม (จำพวกเดียว) พึงให้ทรงยินดีได้, และขึ้นชื่อว่าอบายทั้ง ๔ เป็นเหมือนเรือนของตัวเองแห่งคนผู้ประมาทแล้ว, ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย.
               ภ. ก็ท่านเล่า ขอรับ.
               ถ. ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้าจักให้ (ไตรมาสนี้) (น้อม)ล่วงไปด้วยอิริยาบถ ๓, จักไม่เหยียดหลัง.
               ภ. สาธุ ขอจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ขอรับ.
____________________________
๑- วสฺสปนายิกทิวเส

               จักษุของพระมหาปาละพิการ               
               เมื่อพระเถระไม่หยั่งลงสู่นิทรา, เมื่อเดือนต้นผ่านไปแล้ว, โรคในจักษุก็เกิดขึ้น. สายน้ำไหลออกจากตาทั้ง ๒ ข้าง เหมือนสายน้ำอันไหลออกจากหม้ออันทะลุ. ท่านบำเพ็ญสมณธรรมตลอดราตรีทั้งสิ้นแล้ว ในเวลาอรุณขึ้น เข้าห้องนั่งแล้ว. ในเวลาภิกขาจาร ภิกษุทั้งหลายไปสู่สำนักของพระเถระเรียนว่า “เวลานี้เป็นเวลาภิกขาจาร ขอรับ.” พระเถระตอบว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายถือบาตรและจีวรเถิด” ดังนี้แล้ว ให้เธอทั้งหลายถือบาตรและจีวรของตนออกไปแล้ว.
               ภิกษุทั้งหลายเห็นตาทั้งสองของพระเถระนองอยู่ จึงเรียนถามว่า “นั่นเป็นอะไร ขอรับ”
               ถ. ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ลมแทงตาของข้าพเจ้า.
               ภ. ท่านขอรับ หมอปวารณาเราไว้ไม่ใช่หรือ? เราควรบอกแก่เขา.
               ถ. ดีละ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย.

               หมอปรุงยาให้หยอด               
               เธอทั้งหลายจึงได้บอกแก่หมอ. เขาหุงน้ำมันส่งไปถวายแล้ว. พระเถระเมื่อหยอดน้ำมันในจมูก นั่งหยอดเทียวแล้วเข้าไปภายในบ้าน.
               หมอเห็นเรียนถามว่า “ท่านขอรับ ได้ยินว่า ลมแทงตาของพระผู้เป็นเจ้าหรือ?”
               ถ. เออ อุบาสก.
               ม. ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าหุงน้ำมันแล้วส่งไป (ถวาย) ท่านหยอดทางจมูกแล้วหรือ?
               ถ. เออ อุบาสก.
               ม. เดี๋ยวนี้ เป็นอย่างไร ขอรับ.
               ถ. ยังแทงอยู่ทีเดียว อุบาสก.

               พระมหาปาละนั่งหยอดยา               
               หมอคิดฉงนใจ “เราส่งน้ำมันเพื่อจะยังโรคให้ระงับได้ด้วยการหยอดเพียงครั้งเดียวเท่านั้นไปถวายแล้ว, เหตุไฉนหนอแล โรคจึงยังไม่สงบ?” จึงเรียนถามว่า “ท่านเจ้าข้า น้ำมันนั้น ท่านนั่งหยอดหรือนอนหยอด.”
               พระเถระได้นิ่งเสีย, ท่านแม้หมอซักถามอยู่ ก็ไม่พูด.
               หมอนึกว่า “เราจักไปวิหารดูที่อยู่เอง” ดังนี้แล้ว กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น นิมนต์ไปเถิด ขอรับ” ผละพระเถระแล้ว ไปสู่วิหารดูที่อยู่ของพระเถระ เห็นแต่ที่จงกรมและที่นั่ง ไม่เห็นที่นอน จึงเรียนถามว่า “ท่านเจ้าข้า น้ำมันนั้น ท่านนั่งหยอดหรือนอนหยอด" พระเถระได้นิ่งเสีย. หมออ้อนวอนซ้ำว่า “ท่านผู้เจริญ ขอท่านอย่าได้ทำอย่างนั้น, ธรรมดา สมณธรรม เมื่อร่างกายยังเป็นไปอยู่ ก็อาจทำได้, ขอท่านนอนหยอดเถิด.”

               พระมหาปาละปรึกษากรัชกาย               
               พระเถระตอบว่า “ไปเถิด ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าจักปรึกษาดูก่อนแล้ว จึงจักรู้.” ก็ในที่นั้นไม่มีญาติสาโลหิตของพระเถระเลย ท่านจะพึงปรึกษากับใครเล่า? ถึงอย่างนั้น ท่านปรึกษากับกรัชกาย๑- อยู่ดำริว่า “แน่ะ ปาลิตะผู้มีอายุ ท่านจงว่ามาก่อน, ท่านจักเห็นแก่จักษุหรือจักเห็นแก่พระพุทธศาสนา, ก็ในสังสารวัฏอันมีที่สุดอันใครตามค้นไปก็รู้ไม่ได้ การคณนานับตัวท่านผู้บอดด้วยจักษุหามีไม่, และพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ล่วงไปหลายร้อยหลายพันพระองค์แล้ว ในพระพุทธเจ้าเหล่านั้น พระพุทธเจ้าแม้แต่พระองค์เดียวก็กำหนดไม่ได้, ท่านได้ผูกใจไว้เดี๋ยวนี้เองว่า “จักไม่นอน จนตลอด ๓ เดือนภายในฤดูฝนนี้; เหตุฉะนั้น จักษุของท่านฉิบหายเสียหรือแตกเสียก็ตามเถิด ท่านจงทรงแต่พระพุทธศาสนาไว้เถิด อย่าเห็นแก่จักษุเลย”
               เมื่อกล่าวสอนภูตกาย ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ว่า :-
                                   “จักษุที่ท่านถือว่าของตัว เสื่อมไปเสียเถิด หูก็
                         เสื่อมไปเสียเถิด, กายก็เป็นเหมือนกันอย่างนั้นเถิด,
                         แม้สรรพสิ่งอันอาศัยกายนี้ ก็เสื่อมไปเสียเถิด, ปาลิตะ
                         เหตุไฉน ท่านจึงประมาทอยู่. จักษุที่ท่านถือว่าของตัว
                         ทรุดโทรมไปเสียเถิด, หูก็ทรุดโทรมไปเสียเถิด, กาย
                         ก็เป็นเหมือนกันอย่างนั้นเถิด, แม้สรรพสิ่งอันอาศัย
                         กายนี้ ก็ทรุดโทรมไปเสียเถิด, ปาลิตะ เหตุไฉน ท่าน
                         จึงประมาทอยู่. จักษุที่ท่านถือว่าของตัวแตกไปเสียเถิด,
                         หูก็แตกไปเสียเถิด, รูปก็เป็นเหมือนกันอย่างนั้นเถิด,
                         แม้สรรพสิ่งอันอาศัยกายนี้ก็แตกไปเสียเถิด, ปาลิตะ
                         เหตุไฉน ท่านจึงประมาทอยู่.”
____________________________
๑- แปลว่า กายอันเกิดแต่ธุลีมีในสรีระ

  • ผู้ดูแลระบบ
  • *
  • Thank You
  • -Given: 2
  • -Receive: 34
  • กระทู้: 16
Re: พระจักขุบาล
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2014, 08:08:56 PM »
mp3 พระจักขุบาล

<a href="http://rubbishnor.opendrive.com/files/OV8zNzM0NTE4MV94cHJ2WV8yZDUz/พระจักขุบาล.mp3" target="_blank" class="new_win">http://rubbishnor.opendrive.com/files/OV8zNzM0NTE4MV94cHJ2WV8yZDUz/พระจักขุบาล.mp3</a>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 05, 2014, 08:14:58 PM โดย system »

 

เว็บเพื่อนบ้าน

บ้านคนรักลูกทุ่ง

บ้านและที่ดิน

อสังหาริมทรัพย์ ของสะสม