ผู้เขียน หัวข้อ: พระจักขุบาล(ต่อ)  (อ่าน 1671 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

  • กรรมการบริหาร
  • *
  • Thank You
  • -Given: 7
  • -Receive: 45
  • กระทู้: 64
พระจักขุบาล(ต่อ)
« เมื่อ: มิถุนายน 06, 2014, 11:53:25 AM »
หมอเลิกรักษาพระมหาปาละ               
               ครั้นพระเถระให้โอวาทแก่ตนเองด้วย ๓ คาถาอย่างนี้แล้ว ได้นั่งทำนัตถุกรรม๑- แล้วจึงเข้าไปบ้านเพื่อบิณฑบาต หมอเห็นแล้วเรียนถามว่า “ท่านเจ้าข้า ท่านทำนัตถุกรรมแล้วหรือ?”
               ถ. เออ อุบาสก.
               ม. เป็นอย่างไรบ้าง ขอรับ.
               ถ. ยังแทงอยู่เทียว อุบาสก.
               ม. ท่านนั่งหยอดหรือนอนหยอด ขอรับ.
               พระเถระได้นิ่งเสีย, ท่านแม้อันหมอถามซ้ำ ก็ไม่พูดอะไร.
               ขณะนั้น หมอกล่าวกะท่านว่า “ท่านผู้เจริญ ท่านไม่ทำความสบาย ตั้งแต่วันนี้ ขอท่านอย่าได้กล่าวว่า ‘หมอผู้โน้นหุงน้ำมันให้เรา’ แม้ข้าพเจ้าก็จักไม่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าหุงน้ำมันถวายท่าน.”
____________________________
๑- คือเป่าน้ำมัน

               พระเถระเสียจักษุพร้อมกับการบรรลุพระอรหัต               
               พระเถระถูกหมอบอกเลิกแล้ว กลับไปสู่วิหาร ดำริว่า “ท่านแม้หมอเขาก็บอกเลิกแล้ว ท่านอย่าได้ละอิริยาบถเสียนะ สมณะ” แล้วกล่าวสอนตนด้วยคาถานี้ว่า
                                   “ปาลิตะ ท่านถูกหมอเขาบอกเลิกจากการรักษา
                         ทิ้งเสียแล้ว เที่ยงต่อมัจจุราช ไฉนจึงยังประมาทอยู่เล่า?”
               ดังนี้แล้ว บำเพ็ญสมณธรรม.
               ลำดับนั้น พอมัชฌิมยามล่วงแล้ว, ทั้งดวงตา ทั้งกิเลส ของท่านแตก (พร้อมกัน) ไม่ก่อนไม่หลังกว่ากัน. ท่านเป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสก๑- เข้าไปสู่ห้องนั่งแล้ว.
____________________________
๑- คือ เป็นพระอรหันต์ ฝ่ายวิปัสสนา

               พวกภิกษุและชาวบ้านรับบำรุงพระเถระ               
               ในเวลาภิกขาจาร ภิกษุทั้งหลายไปเรียนว่า “ท่านผู้เจริญ เวลานี้เป็นเวลาภิกขาจาร.”
               ถ. กาลหรือ? ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย.
               ภ. ขอรับ.
               ถ. ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายไปเถิด.
               ภ. ก็ท่านเล่า? ขอรับ.
               ถ. ตาของข้าพเจ้าเสื่อมเสียแล้ว ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย.
               เธอทั้งหลายแลดูตาของท่านแล้ว มีตาเต็มด้วยน้ำตา ปลอบพระเถระว่า “ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าคิดไปเลย, กระผมทั้งหลายจักปฏิบัติท่าน.” ดังนี้แล้ว ทำวัตรปฏิบัติที่ควรจะทำเสร็จแล้วเข้าไปสู่บ้าน.
               หมู่มนุษย์ไม่เห็นพระเถระ ถามว่า “ท่านเจ้าข้า พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลายไปข้างไหนเสีย” ทราบข่าวนั้นแล้ว ส่งข้าวต้มไปถวายก่อนแล้ว ถือเอาบิณฑบาตไปเอง ไหว้พระเถระแล้ว ร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่แทบเท้า (ของท่าน) ปลอบว่า “ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายจักรับปฏิบัติ ท่านอย่าได้คิดไปเลย” แล้วลากลับ.
               ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ส่งข้าวต้มและข้าวสวยไปถวายที่วิหารเป็นนิตย์.
               ฝ่ายพระเถระก็กล่าวสอนภิกษุ ๖๐ รูปนอกนี้เป็นนิรันดร์. เธอทั้งหลายตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน, ครั้นจวนวันปวารณา ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทุกรูป.

               พวกภิกษุไปเฝ้าพระศาสดา               
               ก็แลเธอทั้งหลายออกพรรษาแล้ว อยากจะเฝ้าพระศาสดา จึงเรียนพระเถระว่า “กระผมทั้งหลายอยากจะเฝ้าพระศาสดา ขอรับ.”
               พระเถระได้ฟังคำของเธอทั้งหลายแล้ว คิดว่า “เราเป็นคนทุพพลภาพ และในระหว่างทาง ดงที่อมนุษย์สิงก็มีอยู่ เมื่อเราไปกับเธอทั้งหลาย จักพากันลำบากทั้งหมด จักไม่อาจเพื่ออันได้แม้ภิกษา เราจักส่งภิกษุเหล่านี้ไปเสียก่อน.”
               ลำดับนั้น ท่านจึงกล่าวกะเธอทั้งหลายว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายไปก่อนเถิด.”
               ภ. ก็ท่านเล่า? ขอรับ.
               ถ. ข้าพเจ้าเป็นคนทุพพลภาพ และในระหว่างทาง ดงที่อมนุษย์สิงก็มีอยู่ เมื่อข้าพเจ้าไปกับท่านทั้งหลาย จักพากันลำบากทั้งหมด ท่านทั้งหลายไปก่อนเถิด.
               ภ. อย่าทำอย่างนี้เลย ขอรับ กระผมทั้งหลายจักไปพร้อมกันกับท่านทีเดียว.
               ถ. “ท่านทั้งหลายอย่าชอบอย่างนั้นเลย, เมื่อเป็นอย่างนั้น ความไม่ผาสุกจักมีแก่ข้าพเจ้า, น้องชายของข้าพเจ้า เห็นท่านทั้งหลายแล้ว คงจักถาม, เมื่อเช่นนั้น ท่านทั้งหลายพึงบอกความที่จักษุของข้าพเจ้าเสื่อมเสียแล้วแก่เขา เขาคงจักส่งใครๆ มาสู่สำนักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักไปกับเขา, ท่านทั้งหลายจงไหว้พระทศพลและพระอสีติมหาเถระตามคำของข้าพเจ้า” ดังนี้แล้ว ก็ส่งภิกษุเหล่านั้นไป.

               พวกภิกษุแจ้งข่าวแก่น้องชายพระเถระ               
               เธอทั้งหลายขมาพระเถระแล้ว เข้าไปสู่ภายในบ้าน. หมู่มนุษย์นิมนต์ให้นั่ง ถวายภิกษาแล้ว ถามว่า “ท่านเจ้าข้า ดูท่าทีพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจะไปกันละหรือ?” เธอทั้งหลายตอบว่า “เออ อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย พวกข้าพเจ้าอยากจะเฝ้าพระศาสดา.” พวกเขาอ้อนวอนเป็นหลายครั้งแล้ว ทราบความพอใจในการที่เธอทั้งหลายจะไปให้ได้ จึงตามไปส่งแล้ว บ่นรำพันกลับมา.
               ฝ่ายเธอทั้งหลายไปถึงพระเชตวันโดยลำดับ ถวายบังคมพระศาสดาและไหว้พระมหาเถระทั้งหลาย ตามคำของพระเถระแล้ว, ครั้นรุ่งขึ้นเข้าไปสู่ถนนที่น้องชายของพระเถระอยู่ เพื่อบิณฑบาต. กุฎุมพีจำเธอทั้งหลายได้นิมนต์ให้นั่ง ทำปฏิสันถารแล้ว ถามว่า “พระเถระพี่ชายของข้าพเจ้าอยู่ไหน?”
               ลำดับนั้น เธอทั้งหลายแจ้งข่าวนั้นแก่เขาแล้ว.
               เขาร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่แทบบาทมูลของเธอทั้งหลาย ถามว่า “ท่านเจ้าข้า บัดนี้ควรทำอะไรดี?”

               ส่งสามเณรหลานชายไปรับพระเถระ               
               ภ. พระเถระต้องการให้ใครๆ ไปจากที่นี้, ในกาลเมื่อไปถึงแล้ว ท่านจักมากับเขา.
               ก. ท่านเจ้าข้า เจ้าคนนี้ หลานของข้าพเจ้าชื่อปาลิตะ ขอท่านทั้งหลายส่งเจ้านี่ไปเถิด.
               ภ. ส่งไปอย่างนี้ไม่ได้ (เพราะ) อันตรายในทางมีอยู่, ต้องให้บวชเสียก่อนแล้วส่งไป จึงจะควร.
               ก. ขอท่านทั้งหลายทำอย่างนั้นแล้วส่งไปเถิด ขอรับ.
               ครั้งนั้น เธอทั้งหลายให้เขาบวชแล้ว สั่งสอนให้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติมีรับจีวรเป็นต้นสักกึ่งเดือนแล้ว บอกทางให้แล้วส่งไป.
               สามเณรถึงบ้านนั้นโดยลำดับ เห็นชายผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ประตูบ้าน จึงถามว่า “วิหารป่าไรๆ อาศัยบ้านนี้มีบ้างหรือ?”
               ช. มี เจ้าข้า.
               ส. ใครอยู่ที่นั่น?
               ช. พระเถระชื่อปาลิตะ๑- เจ้าข้า.
               ส. ขอท่านบอกทางแก่ข้าพเจ้าหน่อย.
               ช. ท่านเป็นอะไรกัน? เจ้าข้า.
               ส. รูปเป็นหลานของพระเถระ.
____________________________
๑- น่าจะชื่อปาละ เพราะปาลิตะ เป็นชื่อของสามเณรหลานชาย

               สามเณรชวนพระมหาปาละกลับ               
               ขณะนั้น เขาพาเธอนำไปสู่วิหารแล้ว. เธอไหว้พระเถระแล้วทำวัตรปฏิบัติ บำรุงพระเถระด้วยดีสักกึ่งเดือนแล้ว เรียนว่า “ท่านผู้เจริญ กุฎุมพีผู้ลุงของกระผมต้องการให้ท่านกลับไป ขอท่านมาไปด้วยกันเถิด.”
               พระเถระกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น เธอจงจับปลายไม้เท้าของเราเข้า.” สามเณรจับปลายไม้เท้า เข้าไปภายในบ้านกับพระเถระ. หมู่มนุษย์นิมนต์ให้นั่งแล้ว เรียนถามว่า “ท่านผู้เจริญ ดูท่าทีท่านจะไปละกระมัง?”
               พระเถระตอบว่า “เออ อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย เราจะไปถวายบังคมพระศาสดา.” หมู่มนุษย์เหล่านั้นอ้อนวอนโดยประการต่างๆ เมื่อไม่ได้ (สมหวัง) ก็ไปส่งพระเถระได้กึ่งทางแล้ว พากันร้องไห้กลับมา.

               สามเณรถึงศีลวิบัติเพราะเสียงหญิง               
               สามเณรพาพระเถระด้วยปลายไม้เท้าไปอยู่ ถึงบ้านที่พระเถระเคยอาศัยเมืองชื่อสังกัฏฐะ อยู่แล้วในดงระหว่างทาง. เธอได้ยินเสียงขับของหญิงคนหนึ่งผู้ออกจากบ้านนั้นแล้ว ขับพลางเที่ยว เก็บฟืนพลางอยู่ในป่า ถือนิมิตในเสียงแล้ว.
               จริงอยู่ ไม่มีเสียงอื่น ชื่อว่าสามารถแผ่ไปทั่วสรีระของบุรุษทั้งหลายตั้งอยู่ เหมือนเสียงหญิง,
               เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า๑- “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นเสียงอื่นแม้สักอย่าง อันจะยึดจิตของบุรุษตั้งอยู่ เหมือนเสียงหญิง นะภิกษุทั้งหลาย.”
               สามเณรถือนิมิตในเสียงนั้นแล้ว ปล่อยปลายไม้เท้าเสียแล้ว กล่าวว่า “ท่านขอรับ ขอท่านรออยู่ก่อน, กิจของกระผมมี” ดังนี้แล้ว ไปสู่สำนักของหญิงนั้น. นางเห็นเธอแล้วได้หยุดนิ่ง. เธอถึงศีลวิบัติกับนางแล้ว.
               พระเถระคิดว่า “เราได้ยินเสียงขับอันหนึ่งแล้วเดี๋ยวนี้เอง, ก็แล เสียงนั้นคงเป็นเสียงหญิง ถึงสามเณรก็ชักช้าอยู่, เธอจักถึงศีลวิบัติเสียแน่แล้ว.”
               ฝ่ายสามเณรนั้นทำกิจของตนสำเร็จแล้วมาพูดว่า “เราทั้งหลายไปกันเถิด ขอรับ”
               ขณะนั้น พระเถระถามเธอว่า “สามเณร เธอกลายเป็นคนชั่วเสียแล้วหรือ?”
               เธอนิ่งเสีย แม้พระเถระถามซ้ำ ก็ไม่พูดอะไรๆ.
____________________________
๑- องฺ. เอก. ๒๐/๓

               พระเถระไม่ยอมให้สามเณรคบ               
               ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะเธอว่า “ธุระด้วยการที่คนชั่วเช่นเธอจับปลายไม้เท้าของเรา ไม่ต้องมี.”
               เธอถึงซึ่งความสังเวชแล้ว เปลื้องผ้ากาสายะเสียแล้ว นุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์พูดว่า “ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อน กระผมเป็นสามเณร แต่เดี๋ยวนี้กระผมกลับเป็นคฤหัสถ์แล้ว, อนึ่ง กระผมเมื่อบวชก็ไม่ได้บวชด้วยศรัทธา บวชเพราะกลัวแต่อันตรายในหนทาง ขอท่านมาไปด้วยกันเถิด”
               พระเถระพูดว่า “ผู้มีอายุ คฤหัสถ์ชั่วก็ดี สมณะชั่วก็ดี ก็ชั่วทั้งนั้น; เธอแม้ตั้งอยู่ในความเป็นสมณะแล้ว ไม่อาจเพื่อทำคุณเพียงแต่ศีลให้บริบูรณ์ เป็นคฤหัสถ์จักทำความดีงามชื่ออะไรได้, ธุระด้วยการที่คนชั่วเช่นเธอจับปลายไม้เท้าของเรา ไม่ต้องมี.”
               นายปาลิตะตอบว่า “ท่านผู้เจริญ หนทางมีอมนุษย์ชุมและท่านก็เสียจักษุ จักอยู่ในที่นี้อย่างไรได้”
               ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะเขาว่า “ผู้มีอายุ เธออย่าได้คิดอย่างนั้นเลย, เราจะนอนตายอยู่ ณ ที่นี้ก็ดี จะนอนพลิกกลับไปกลับมา ณ ที่นี้ก็ดี ขึ้นชื่อว่าการไปกับเธอย่อมไม่มี”
               (ครั้นว่าอย่างนี้แล้ว) ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
                                   “เอาเถิด เราเป็นผู้มีจักษุอันเสียแล้ว มาสู่ทาง
                         ไกลอันกันดาร นอนอยู่ (ก็ช่าง) จะไม่ไป เพราะความ
                         เป็นสหายในชนพาลย่อมไม่มี. เอาเถิด เราเป็นผู้มี
                         จักษุเสียแล้ว มาสู่ทางไกลอันกันดาร จักตายเสีย จัก
                         ไม่ไป เพราะความเป็นสหายในชนพาลย่อมไม่มี.”
               นายปาลิตะได้ยินคำนั้นแล้ว เกิดความสังเวช นึกว่า “เราทำกรรมหนัก เป็นไปโดยด่วน ไม่สมควรหนอ” ดังนี้แล้ว กอดแขนคร่ำครวญ แล่นเข้าราวป่า ได้หลีกไป ด้วยประการนั้นแล.

               อาสนะท้าวสักกะร้อน               
               ด้วยเดชแห่งศีลแม้ของพระเถระ (ในขณะนั้น) บัณฑุกัมพลสิลาอาสน์๑- ของท้าวสักกเทวราช ยาว ๖๐ โยชน์ กว้าง ๕๐ โยชน์ หนา ๑๕ โยชน์ มีสีดุจดอกชัยพฤกษ์ มีปกติยุบลงในเวลาประทับนั่ง และฟูขึ้นในเวลาเสด็จลุกขึ้น แสดงอาการร้อนแล้ว.
               ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า “ใครหนอแล ใคร่จะยังเราให้เคลื่อนจากสถาน” ดังนี้แล้ว ทรงเล็งลงมา ได้ทอดพระเนตรเห็นพระเถระด้วยทิพยจักษุ.
               เหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวว่า
                                   “ท้าวสหัสเนตร ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา ส่องทิพยจักษุ
                         (ทรงทราบว่า) พระปาลเถระองค์นี้ ติเตียนคนบาป ชำระ
                         เครื่องเลี้ยงชีพให้บริสุทธิ์แล้ว, ท้าวสหัสเนตร ผู้เป็นเจ้า
                         แห่งเทวดา ส่องทิพยจักษุ (ทรงทราบว่า) พระปาลเถระ
                         องค์นี้หนักในธรรม ยินดีในศาสนา นั่งอยู่แล้ว.”
               ขณะนั้น ท้าวเธอได้ทรงพระดำริว่า “ถ้าเราจักไม่ไปสู่สำนักของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ติเตียนคนบาป หนักในธรรม เห็นปานนั้น, ศีรษะของเราพึงแตก ๗ เสี่ยง; เราจักไปสู่สำนักของท่าน,” (ครั้นทรงพระดำริฉะนี้แล้ว ก็เสด็จไป).
               เหตุนั้น (พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวว่า)
                                   “ท้าวสหัสเนตร ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา ทรงสิริ
                         ของเทวราช เสด็จมาโดยขณะนั้นแล้ว เข้าไปใกล้
                         พระจักขุปาลเถระแล้ว.”
               ก็แลครั้นเสด็จเข้าไปใกล้แล้ว ได้ทรงทำเสียงฝีพระบาทในที่ใกล้พระเถระ.
               ขณะนั้น พระเถระถามท้าวเธอว่า “นั่นใคร?”
               เทวราชตรัสตอบว่า “ข้าพเจ้าคนเดินทาง เจ้าข้า.”
               ถ. ท่านจะไปไหน อุบาสก.
               ท. เมืองสาวัตถี เจ้าข้า.
               ถ. ไปเถิด ท่านผู้มีอายุ.
               ท. ก็พระผู้เป็นเจ้าเล่า เจ้าข้า จักไปไหน?
               ถ. ถึงเราก็จักไปในที่นั้นเหมือนกัน.
               ท. ถ้าอย่างนั้น เราทั้งหลายไปด้วยกันเถิด เจ้าข้า.
               ถ. เราเป็นคนทุพพลภาพ, ความเนิ่นช้าจักมีแก่ท่านผู้ไปอยู่กับเรา.
               ท. กิจรีบของข้าพเจ้าไม่มี ถึงข้าพเจ้าไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า จักได้บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ สักประการหนึ่ง เราทั้งหลายไปด้วยกันเถอะเจ้าข้า.
               พระเถระคิดว่า “นั่นจักเป็นสัตบุรุษ” จึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น จับปลายไม้เท้าเข้าเถิด อุบาสก.”
____________________________
๑- แผ่นศิลาที่ประทับ มีสีดุจผ้าขนสัตว์เหลือง

               ท้าวสักกเทวราชพาพระเถระไปถึงพระเชตวัน               
               ท้าวสักกเทวราชทรงทำอย่างนั้นแล้ว ย่อพื้นปฐพีให้ถึงพระเชตวัน ในเพลาเย็น.
               พระเถระได้ฟังเสียงเครื่องประโคมมีสังข์และบัณเฑาะว์เป็นต้นแล้ว ถามว่า “นั่น เสียงที่ไหน?”
               ท. ในเมืองสาวัตถี เจ้าข้า.
               ถ. ในเวลาไป เราไปโดยกาลช้านานแล้ว.
               ท. ข้าพเจ้ารู้ทางตรง เจ้าข้า.
               ในขณะนั้น พระเถระกำหนดได้ว่า “ผู้นี้มิใช่มนุษย์ จักเป็นเทวดา.”
               (เหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า)
                                   “ท้าวสหัสเนตร ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา ทรงสิริของ
                         เทวราช ย่นทางนั้น พลันเสด็จมาถึงเมืองสาวัตถีแล้ว.”
               ท้าวเธอนำพระเถระไปสู่บรรณศาลา ที่กุฎุมพีผู้น้องชายทำเพื่อประโยชน์แก่พระเถระนั้นเทียว นิมนต์ให้นั่งเหนือแผ่นกระดาน แล้วจำแลงเป็นสหายที่รักไปสู่สำนักของกุฎุมพีจุลปาละ ตรัสร้องเรียกว่า “แน่ะ ปาละผู้สหาย”
               กุฎุมพีจุลปาละร้องถามว่า “อะไร? สหาย.”
               ท. ท่านรู้ความที่พระเถระมาแล้วหรือ?
               จ. ข้าพเจ้ายังไม่รู้, ก็พระเถระมาแล้วหรือ?
               เทวราชตรัสว่า “เออ สหาย ข้าพเจ้าไปวิหาร เห็นพระเถระนั่งอยู่ในบรรณศาลาที่ท่านทำ มาแล้วเดี๋ยวนี้เอง” ดังนี้แล้ว เสด็จหลีกไป.
               ฝ่ายกุฎุมพีไปถึงวิหาร เห็นพระเถระแล้ว ร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่ที่บาทมูล กล่าวว่า “ท่านผู้เจริญเจ้าข้า ข้าพเจ้าเห็นเหตุนี้แล้วจึงไม่ยอมให้ท่านบวช” ดังนี้เป็นต้นแล้ว ทำเด็กทาส ๒ คนให้เป็นไท ให้บวชในสำนักของพระเถระแล้ว สั่งว่า “ท่านทั้งหลายจงนำเอาของฉันมีข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้น มาจากภายในบ้าน อุปัฏฐากพระเถระ” ดังนี้แล้ว มอบให้แล้ว. สามเณรทั้งหลายก็ทำวัตรปฏิบัติอุปัฏฐากพระเถระแล้ว.
               ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในทิศ (ผู้อยู่ที่อื่น) มาสู่พระเชตวัน ด้วยหวังว่า “จักเฝ้าพระศาสดา” ถวายบังคมพระศาสดา เยี่ยมพระอสีติมหาเถระแล้ว เที่ยวจาริกอยู่ในวิหาร ถึงที่อยู่ของพระจักขุปาลเถระแล้ว มีหน้าตรงต่อที่นั้นในเวลาเย็น ด้วยหวังว่า “จักดูแม้ที่นี้”
               ในขณะนั้น มหาเมฆตั้งขึ้นแล้ว. พวกเธอคิดว่า “เดี๋ยวนี้เย็นแล้ว, และเมฆก็ตั้งขึ้นแล้ว, เราจักมาดูแต่เช้าเทียว” ดังนี้แล้วกลับไป. ฝนตกในปฐมยาม หยุดในมัชฌิมยาม. พระเถระเป็นผู้ (เคย) ปรารภความเพียร เดินจงกรมเป็นอาจิณ; เหตุฉะนั้น จึงลงสู่ที่จงกรมแล้วในปัจฉิมยาม.
               แลในกาลนั้น ตัวแมลงค่อมทอง (หรือแมลงเม่า) เป็นอันมาก ตั้งขึ้นแล้ว บนพื้นที่ฝนตกใหม่. ตัวเหล่านั้น เมื่อพระเถระจงกรมอยู่ ได้วิบัติ (ตาย) โดยมาก.
               พวกอันเตวาสิกยังไม่ทันกวาดที่จงกรมของพระเถระแต่เช้า.
               ฝ่ายพวกภิกษุนอกนี้ มาด้วยหวังว่า “จักดูที่อยู่ของพระเถระ” เห็นสัตว์ทั้งหลายในที่จงกรมแล้ว ถามว่า “ใครจงกรมในที่นี้.”
               พวกอันเตวาสิกของพระเถระตอบว่า “อุปัชฌาย์ของพวกกระผมขอรับ.”
               เธอทั้งหลายติเตียนว่า “ท่านทั้งหลายดูกรรมของสมณะเถิด ในกาลมีจักษุ ท่านนอนหลับเสีย ไม่ทำอะไร, ในกาลมีจักษุวิกลเดี๋ยวนี้ไว้ตัวว่า ‘ จงกรม ’ ทำสัตว์มีประมาณถึงเท่านี้ให้ตายแล้ว ท่านคิดว่า ‘จักทำประโยชน์’ กลับทำการหาประโยชน์มิได้.”
               พวกเธอไปกราบทูลพระตถาคตแล้วในขณะนั้นว่า “พระเจ้าข้า พระจักขุปาลเถระไว้ตัวว่า ‘จงกรม’ ทำสัตว์มีชีวิตเป็นอันมากให้ตายแล้ว.”
               พระศาสดาตรัสถามว่า “ท่านทั้งหลายเห็นเธอกำลังทำสัตว์มีชีวิตเป็นอันมากให้ตายแล้วหรือ?”
               ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ไม่ได้เห็น พระเจ้าข้า.”
               ศ. ท่านทั้งหลายไม่เห็นเธอ (ทำดังนั้น) ฉันใดแล ถึงเธอก็ไม่เห็นสัตว์มีชีวิตเหล่านั้น ฉันนั้น. ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าเจตนาเป็นเหตุให้ตาย ของพระขีณาสพทั้งหลาย (คือบุคคลผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว) มิได้มี.
               ภ. พระเจ้าข้า เมื่ออุปนิสัยแห่งพระอรหันต์มีอยู่ เหตุไฉน ท่านจึงกลายเป็นคนมีจักษุมืดแล้ว.
               ศ. ด้วยอำนาจกรรมอันตนทำไว้แล้ว ภิกษุทั้งหลาย.
               ภ. ก็ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้แล้ว พระเจ้าข้า.

               บุรพกรรมของพระจักขุปาลเถระ               
               พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงฟัง” ดังนี้แล้ว (ตรัสเล่าเรื่องว่า)
               ในอดีตกาล ครั้นพระเจ้าพาราณสีดำรงราชย์อยู่ในกรุงพาราณสี หมอผู้หนึ่งเที่ยวทำเวชกรรมอยู่ในบ้านและนิคม เห็นหญิงทุรพลด้วยจักษุคนหนึ่ง จึงถามว่า “ความไม่ผาสุกของท่านเป็นอย่างไร”?
               หญิงนั้นตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่แลเห็นด้วยดวงตา.”
               หมอกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจักทำยาให้แก่ท่าน”
               ญ. ทำเถิด นาย.
               ม. ท่านจักให้อะไรแก่ข้าพเจ้า?
               ญ. ถ้าท่านอาจจะทำดวงตาของข้าพเจ้าให้กลับเป็นปกติได้, ข้าพเจ้ากับบุตรและธิดา จักยอมเป็นทาสีของท่าน.
               ม. รับว่า “ดีละ” ดังนี้แล้ว ประกอบยาให้แล้ว. ดวงตากลับเป็นปกติ ด้วยยาขนานเดียวเท่านั้น.
               หญิงนั้นคิดแล้วว่า “เราได้ปฏิญญาแก่หมอนั้นไว้ว่า ‘จักพร้อมด้วยบุตรธิดา ยอมเป็นทาสีของเขา’ ก็แต่เขาจักไม่เรียกเราด้วยวาจาอันอ่อนหวาน เราจักลวงเขา.” นางอันหมอมาแล้ว ถามว่า “เป็นอย่างไร? นางผู้เจริญ” ตอบว่า “เมื่อก่อน ดวงตาของข้าพเจ้าปวดน้อย เดี๋ยวนี้ปวดมากเหลือเกิน.”
               หมอคิดว่า “หญิงนี้ประสงค์ลวงเราแล้วไม่ให้อะไร ความต้องการของเราด้วยค่าจ้างที่หญิงนี้ให้แก่เรา มิได้มี, เราจักทำเขาให้จักษุมืดเสียเดี๋ยวนี้” แล้วไปถึงเรือนบอกความนั้นแก่ภรรยา. นางได้นิ่งเสีย. หมอนั้นประกอบยาขนานหนึ่งแล้วไปสู่สำนักหญิงนั้น บอกให้หยอดว่า “นางผู้เจริญ ขอท่านจงหยอดยาขนานนี้.” ดวงตาทั้งสองข้างได้ดับวูบแล้วเหมือนเปลวไฟ.
               หมอนั้นได้ (มาเกิด) เป็นจักขุปาลภิกษุแล้ว.
               พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย กรรมที่บุตรของเราทำแล้วในกาลนั้น ติดตามเธอไปข้างหลังๆ. จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่า บาปกรรมนี้ย่อมตามผู้ทำไป เหมือนล้ออันหมุนตามรอยเท้าโคพลิพัท (คือโคที่เขาเทียมเกวียนบรรทุกสินค้า) ตัวเข็นธุระไปอยู่”
               ครั้นตรัสเรื่องนี้แล้ว พระองค์ผู้เป็นพระธรรมราชา ได้ตรัสพระคาถานี้สืบอนุสนธิ ดุจประทับพระราชสาสน์ ซึ่งมีดินประจำไว้แล้ว ด้วยพระราชลัญจกรว่า
                         ๑.   มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา   มโนเสฏฺฐา มโนมยา
                            มนสา เจ ปทุฏฺเฐน                   ภาสติ วา กโรติ วา
                            ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ                   จกฺกํว วหโต ปทํ.
                            “ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่
                            สำเร็จแล้วด้วยใจ, ถ้าบุคคลมีใจร้าย พูดอยู่ก็ดี
                            ทำอยู่ก็ดี, ทุกข์ย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น
                            ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้นำแอกไปอยู่ฉะนั้น.”

 

เว็บเพื่อนบ้าน

บ้านคนรักลูกทุ่ง

บ้านและที่ดิน

อสังหาริมทรัพย์ ของสะสม