ผู้เขียน หัวข้อ: มัฎฐกุณฑลี  (อ่าน 1568 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

  • กรรมการบริหาร
  • *
  • Thank You
  • -Given: 7
  • -Receive: 45
  • กระทู้: 64
มัฎฐกุณฑลี
« เมื่อ: มิถุนายน 08, 2014, 07:11:12 AM »
๒. เรื่องมัฏฐกุณฑลี [๒]               
               ข้อความเบื้องต้น               
               ฝ่ายพระคาถาที่สองว่า “มโนปุพฺพงฺคมา” เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภมัฏฐกุณฑลีมาณพ ภาษิตแล้ว ในกรุงสาวัตถีนั่นแล.

               พราหมณ์ทำตุ้มหูให้บุตร               
               ดังได้สดับมา ในกรุงสาวัตถี ได้มีพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อ อทินนปุพพกะ. เขาไม่เคยให้สิ่งของอะไรๆ แก่ใครๆ, เพราะฉะนั้น ประชุมชนจึงได้ตั้งชื่อเขาว่า “อทินนปุพพกะ”๑- เขาได้มีบุตรคนเดียวเป็นที่รักใคร่พอใจ. ภายหลัง เขาอยากจะทำเครื่องประดับให้บุตร คิดว่า “ถ้าเราจักจ้างช่างทอง ก็จะต้องให้ค่าบำเหน็จ” ดังนี้แล้วจึงแผ่ทองคำ ทำให้เป็นตุ้มหูเกลี้ยงๆ เสร็จแล้ว ได้ให้ (แก่บุตรของตน). เพราะฉะนั้น บุตรของเขาจึงได้ปรากฏโดยชื่อว่า “มัฏฐกุณฑลี”
____________________________
๑- ผู้ไม่เคยให้อะไรแก่ใคร

               รักษาบุตรเองเพราะกลัวเสียขวัญข้าว               
               ในเวลาเมื่อบุตรนั้นอายุได้ ๑๖ ปี เกิดเป็นโรคผอมเหลือง. มารดาแลดูบุตรแล้ว จึงพูดกะพราหมณ์ (ผู้สามี) ว่า “พราหมณ์ โรคเกิดขึ้นแล้วแก่บุตรของท่าน, ขอท่านจงหาหมอมารักษาเขาเสียเถิด.”
               พราหมณ์ตอบว่า “นางผู้เจริญ ถ้าเราจะหาหมอมา, เราจะต้องให้ขวัญข้าวเขา๑- หล่อนช่างไม่มองดูความเปลืองทรัพย์ของเรา (บ้าง).”
               นางพราหมณีถามว่า “เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านจะทำอย่างไรเล่า? พราหมณ์.”
               พราหมณ์ตอบว่า “ทรัพย์ของเราจะไม่ขาดไปได้อย่างใด เราจะทำอย่างนั้น.”
               พราหมณ์นั้นไปยังสำนักพวกหมอแล้ว ถามว่า “พวกท่านวางยาขนานไหน? แก่คนที่เป็นโรคชนิดโน้น.”
               ลำดับนั้น พวกหมอก็บอกยาเกล็ดที่เข้าเปลือกไม้เป็นต้นแก่เขา. เขา (ไป) เอารากไม้เป็นต้นที่พวกหมอบอกให้นั้นมาแล้ว ทำยาให้แก่บุตร. เมื่อพราหมณ์ทำอยู่เช่นนั้นนั่นแล, โรคได้ (กำเริบ) กล้าแล้ว (จน) เข้าถึงความไม่มีใครที่จะเยียวยาได้. พราหมณ์รู้ว่าบุตรทุพพลภาพแล้ว จึงหาหมอมาคนหนึ่ง. หมอนั้น (มา) ตรวจดูแล้ว จึงพูด (เลี่ยง) ว่า “ข้าพเจ้ามีกิจอยู่อย่างหนึ่ง ท่านจงหาหมออื่นมาให้รักษาเถิด” ดังนี้แล้ว บอกเลิกกับพราหมณ์นั้นแล้วก็ลาไป.
____________________________
๑- ภตฺตเวตนํ ค่าจ้างและรางวัล.

               ให้บุตรนอนที่ระเบียงเพราะกลัวเห็นสมบัติ               
               พราหมณ์รู้เวลาว่าบุตรจวนจะตายแล้วคิดว่า “เหล่าชนที่มาแล้วๆ เพื่อประโยชน์จะเยี่ยมเยียนบุตรนี้ จักเห็นทรัพย์สมบัติภายในเรือน เราจะเอาเขาไว้ข้างนอก” ดังนี้แล้ว จึงนำเอาบุตรออกมาให้นอนที่ระเบียงเรือนข้างนอก.

               พระพุทธเจ้าเล็งเห็นอุปนิสัยของมัฏฐกุณฑลี               
               ในเวลากำลังปัจจุสมัย (คือเวลาจวนสว่าง) วันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระมหากรุณาสมาบัติ ทรงเล็งดูโลกด้วยพุทธจักษุ เพื่อทอดพระเนตรเหล่าสัตว์ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์อันพระองค์พอแนะนำได้ ซึ่งมีกุศลมูลอันหนาแน่นแล้ว มีความปรารถนา๑- ซึ่งได้ทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทั้งหลาย ได้ทรงแผ่ตาข่ายคือพระญาณไปในหมื่นจักรวาล. มัฏฐกุณฑลีมาณพปรากฏแล้ว ณ ภายในตาข่าย คือพระญาณนั้น โดยอาการอันนอนที่ระเบียงข้างนอกอย่างนั้น.
____________________________
๑- กตาธการานํ มีอธิการอันทำไว้แล้ว.

               พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเขาแล้ว ทรงทราบว่า พราหมณ์ผู้บิดานำเขาออกจากภายในเรือนแล้ว ให้นอนในที่นั้น ทรงดำริว่า “จะมีประโยชน์บ้างหรือไม่หนอ ด้วยปัจจัยที่เราไปในที่นั้น” กำลังทรงรำพึง (อยู่) ได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่า “มาณพนี้จักทำจิตให้เลื่อมใสในเรา ทำกาละแล้ว จักเกิดในวิมานทองสูง ๓๐ โยชน์ในดาวดึงสเทวโลก มีนางอัปสรเป็นบริวารพันหนึ่ง. ฝ่ายพราหมณ์จักทำฌาปนกิจสรีระนั้น ร้องไห้ไปในป่าช้า. เทพบุตรจักมองดูอัตภาพตนสูงประมาณ ๓ คาวุต (สามร้อยเส้น) ประดับด้วยเครื่องอลังการ หนัก ๖๐ เล่มเกวียน มีนางอัปสรเป็นบริวารพันหนึ่ง คิดว่า “สิริสมบัตินี้ เราได้ด้วยกรรมอะไรหนอ?” ดังนี้แล้ว เล็งดูอยู่, ก็ทราบว่าได้ด้วยจิตเลื่อมใสในเราคิดว่า “บิดาไม่หาหมอมาให้ประกอบยาให้แก่เรา เพราะเกรงว่าทรัพย์จะหมดไป เดี๋ยวนี้ไปป่าช้าร้องไห้อยู่, เราจักทำเขาให้ถึงประการอันแปลก” ดังนี้ ด้วยความขัดเคืองในบิดา จักจำแลงตัวเหมือนมัฏฐกุณฑลีมาณพ มาทำนองร้องไห้อยู่ในที่ใกล้ป่าช้า. ทีนั้น พราหมณ์ จักถามเขาว่า “เจ้าเป็นใคร?” เขาจักตอบ ฉันเป็นมัฏฐกุณฑลีมาณพ บุตรของท่าน.”
               พราหมณ์. ท่านไปเกิดในภพไหน?
               เทพบุตร. ในภพดาวดึงส์.
               เมื่อพราหมณ์ถามว่า “เพราะทำกรรมอะไร?” เขาจักบอกว่า เขาเกิดเพราะจิตที่เลื่อมใสในเรา. พราหมณ์จักถามเราว่า “ขึ้นชื่อว่า ความทำจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ (เท่านั้น) แล้วไปเกิดในสวรรค์ มีหรือ?” ทีนั้น เราจักตอบเขาว่า “ไม่มีใครอาจจะกำหนดด้วยการนับได้ว่า มีประมาณเท่านั้นร้อย หรือเท่านั้นพัน หรือเท่านั้นแสน” ดังนี้แล้ว จักภาษิตคาถาในธรรมบท. ในกาลจบคาถา ความตรัสรู้ธรรมจักมีแก่สัตว์ประมาณแปดหมื่นสี่พัน. มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรจักเป็นพระโสดาบัน; ถึงอทินนปุพพกพราหมณ์ก็เหมือนกัน. อาศัยกุลบุตรนี้ ความบูชาธรรมเป็นอันมากจักมี ด้วยประการฉะนี้,
               ในวันรุ่งขึ้น ทรงทำความปฏิบัติ (ชำระ) พระสรีระเสร็จแล้ว อันภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อมแล้ว เสด็จเข้าไปสู่กรุงสาวัตถี เพื่อบิณฑบาต เสด็จถึงประตูเรือนของพราหมณ์โดยลำดับ.

               มัฏฐกุณฑลีทำใจให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า               
               ในขณะนั้น มัฏฐกุณฑลีมาณพกำลังนอนผินหน้าไปข้างในเรือน. พระศาสดาทรงทราบว่าไม่เห็นพระองค์, จึงได้เปล่งพระรัศมีไปวาบหนึ่ง. มาณพคิดว่า “นี่แสงสว่างอะไร?” จึงนอนพลิกกลับมา เห็นพระศาสดาแล้ว คิดว่า “เราอาศัยบิดาเป็นอันธพาล จึงไม่ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เห็นปานนี้แล้ว ทำความขวนขวายด้วยกาย หรือถวายทาน หรือฟังธรรม, เดี๋ยวนี้แม้แต่มือสองข้างของเราก็ยกไม่ไหว กิจที่ควรทำอย่างอื่นไม่มี" ดังนี้แล้ว ได้ทำใจเท่านั้นให้เลื่อมใส.

               เพราะใจเลื่อมใสทำกาละไปเกิดในเทวโลก               
               พระศาสดาทรงพระดำริว่า “พอละ ด้วยการที่มาณพนี้ทำใจให้เลื่อมใสประมาณเท่านั้น” ก็เสด็จหลีกไปแล้ว. เมื่อพระตถาคตพอกำลังเสด็จลับตาไป, มาณพนั้นมีใจเลื่อมใส ทำกาละแล้ว เป็นประดุจดังว่า หลับแล้วกลับตื่นขึ้น ไปเกิดในวิมานทองสูงประมาณ ๓๐ โยชน์ในเทวโลก.

 

เว็บเพื่อนบ้าน

บ้านคนรักลูกทุ่ง

บ้านและที่ดิน

อสังหาริมทรัพย์ ของสะสม